第185篇 楚王将出张子(十四)
出处:战国策·楚策一
📜 原文(文言文)
楚王将出张子,恐其败己也,而谓左右曰:“吾欲出张子,奈何?”左右曰:“王必欲出张子,则必以国听之。”王曰:“诺。”乃出张子。张子之楚,楚王弗听,张子去之。张子谓楚王曰:“王必欲出臣,臣请以车五十乘,来月见于王。”楚王曰:“诺。”张子以车五十乘,至,谓楚王曰:“王之所以遇臣者,厚矣。臣闻王有客,曰昭鱼,其为人也,甚善于王。王欲出臣,必先纳昭鱼于王,而后臣可出也。”楚王曰:“诺。”乃纳昭鱼于王。张子乃去。
📖 白话文翻译
พระเจ้าฉู่ทรงปรารถนาให้จางจื่อออกจากแคว้นฉู่ แต่ก็ทรงหวั่นเกรงว่าเขาจะก่อภัยแก่พระองค์ จึงตรัสแก่เหล่าข้าราชบริพารว่า “เราปรารถนาให้จางจื่อจากไป แต่จะทำประการใดดี?” เหล่าข้าราชบริพารทูลว่า “หากฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะให้จางจื่อจากไปโดยเด็ดขาด ก็จำเป็นต้องมอบกิจการบ้านเมืองให้เขาจัดการ” พระเจ้าฉู่ตรัสว่า “ดี” จึงทรงให้จางจื่อจากไป ครั้นจางจื่อมาถึงแคว้นฉู่ (ข้อความนี้คลาดเคลื่อน ตามบริบทควรหมายถึงจางจื่อจากฉู่ไปแล้วหวนคืนมา) พระเจ้าฉู่ไม่ทรงเชื่อฟังคำของเขา จางจื่อจึงจากไป จางจื่อทูลพระเจ้าฉู่ว่า “หากฝ่าบาทมีพระประสงค์จะให้ข้าพเจ้าจากไปโดยเด็ดขาด ข้าพเจ้าขอพระบรมราชานุญาตนำรถห้าสิบคัน มาคำนับฝ่าบาทในเดือนหน้า” พระเจ้าฉู่ตรัสว่า “ดี” จางจื่อนำรถห้าสิบคันมาถึง แล้วทูลพระเจ้าฉู่ว่า “ฝ่าบาททรงปฏิบัติต่อข้าพเจ้าอย่างสูงส่งยิ่งแล้ว ข้าพเจ้าได้ยินว่าฝ่าบาทมีบัณฑิตคนหนึ่งชื่อเจาอวี๋ ผู้นี้เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทยิ่งนัก หากฝ่าบาทประสงค์จะให้ข้าพเจ้าจากไป จำต้องให้เจาอวี๋ได้รับความไว้วางใจก่อน แล้วข้าพเจ้าจึงจะจากไปได้” พระเจ้าฉู่ตรัสว่า “ดี” จึงทรงแต่งตั้งให้เจาอวี๋มีความสำคัญยิ่งขึ้น จางจื่อจึงจากไปในที่สุด
💡 商战启示录
กลยุทธ์นี้แสดงให้เห็นถึงปัญญาของจางจื่อในการถอยเพื่อรุก และใช้พลังของผู้อื่นมาช่วยเสริมกำลังตน จางจื่อรู้ดีว่าเจ้าเมืองฉู่ประสงค์จะขับไล่ตน แต่กลับเอ่ยปากเสนอเงื่อนไข “ให้รัฐทั้งหลายฟังคำสั่ง” ก่อน ทำให้เจ้าเมืองฉู่ต้องเผยเจตนาที่แท้จริงออกมา ต่อจากนั้นจึงอาศัยความไว้วางใจที่เจ้าเมืองฉู่มีต่อเจาอวี๋ ย้ายความขัดแย้งไปที่อื่น สร้างช่องทางหลีกหนีให้แก่ตนเอง ในธุรกิจยุคปัจจุบัน กลยุทธ์นี้มักปรากฏในรูปแบบของ “การเจรจาแบบย้อนกลับ” และ “การวางแผนอาศัยกระแส” ตัวอย่างเช่น เมื่อองค์กรเผชิญกับการกดดันจากคู่แข่งหรือผู้ถือหุ้นให้ออกจากตำแหน่ง แทนที่จะต่อต้านโดยตรง กลับ主动เสนอเงื่อนไขที่เข้มงวดยิ่งขึ้น (เช่น การเรียกร้องอำนาจหรือทรัพยากรที่มากขึ้น) เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกยากจะรับมือและถอยออกไปเอง หรือชี้นำความสนใจของอีกฝ่ายไปยังบุคคลที่สาม เพื่อปกป้องตนเองไว้ การกระทำของจางจื่อคล้ายคลึงกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีรายหนึ่ง ซึ่งเมื่อเผชิญกับมติถอดถอนจากคณะกรรมการ กลับ主动ขอ “รับผิดชอบโครงการใหม่แต่เพียงผู้เดียว” อันที่จริงคือการโอนย้ายความเสี่ยงในการตัดสินใจ พร้อมกับบอกเป็นนัยว่าหากไม่เห็นด้วยอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนในทีม ท้ายที่สุดบีบให้คณะกรรมการต้องยอมประนีประนอม หรือดังเช่นผู้ท้าทายในตลาดที่เผชิญกับการปราบปรามจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ไม่สู้โดยตรง กลับเสนอแผน “ควบรวมกิจการโดยความร่วมมือ” ใช้ประโยชน์จากความกังวลของอีกฝ่ายเกี่ยวกับต้นทุนการบูรณาการ เพื่อซื้อเวลาในการปรับตัวให้แก่ตนเอง ปัญญาอยู่ที่ว่า ไม่แก่งแย่งชัยชนะเพียงชั่วขณะ แต่อาศัยความกังวลและเครือข่ายความสัมพันธ์ของอีกฝ่าย เพื่อบรรลุการรักษาตนเองและการสร้างพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการตั้งหลัก