ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Request for Quotation

นิยาม

RFQ (Request for Quotation) หรือ ใบขอเสนอราคา คือเอกสารที่ผู้ซื้อส่งไปยังซัพพลายเออร์หลายรายพร้อมกัน เพื่อขอให้แต่ละเจ้าระบุราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน ระยะเวลาผลิต และค่าขนส่ง สำหรับสินค้าที่มีสเปกชัดเจนอยู่แล้ว เช่น จำนวน สี วัสดุ ขนาด และบรรจุภัณฑ์

พูดง่าย ๆ คือการยิงคำถามเดียวกันไปหาหลายเจ้า แล้วเอาคำตอบมาเทียบกันว่าใครคุ้มที่สุด ไม่ใช่แค่ถูกที่สุด แต่ต้องดูว่าได้ของตรงเวลาและคุณภาพตรงสเปกด้วย

ในสาย DTC และอีคอมเมิร์ซ RFQ คือเครื่องมือหลักตอนเลือกซัพพลายเออร์ก่อนตัดสินใจผลิตจริง โดยเฉพาะสินค้า Private Label ที่เราต้องคุมต้นทุนต่อหน่วยให้แม่น เพราะกำไรขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างราคาทุนกับราคาขายบนหน้าเว็บ


อุปมาอุปไมย

ลองคิดว่า RFQ เหมือนการโพสต์หาช่าง renovate คอนโด ในกลุ่ม Facebook

คุณไม่ได้ถามแค่ "ราคาเท่าไหร่" แต่แนบไปเลยว่า ห้อง 32 ตร.ม. ต้องการปูพื้น SPC กระเบื้องห้องน้ำใหม่ และตู้built-in 2 จุด พร้อมกำหนดว่าอยากเสร็จภายใน 45 วัน

ช่าง 5 เจ้าตอบกลับมาไม่เหมือนกัน บางเจ้าถูกแต่บอกว่าเสร็จ 90 วัน บางเจ้าแพงกว่า 18% แต่รวมวัสดุและรับประกัน 2 ปี แบบนี้คุณถึงเทียบได้จริง

RFQ ก็เหมือนกัน — ยิ่งสเปกชัด คำตอบยิ่งเทียบกันได้ ยิ่งคลุมเครือ ซัพพลายเออร์ยิ่งเดา และราคาที่ได้จะเชื่อถือไม่ได้


สูตรการคำนวณ

ต้นทุนนำเข้าจริงต่อหน่วยไม่ได้จบที่ราคา FOB ในใบเสนอราคา ต้องบวกทุกอย่างเข้าไปก่อนตัดสินใจ

Landed Cost ต่อหน่วย = (ราคา FOB × จำนวน) + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ + ภาษีนำเข้า + ค่าธรรมเนียมศุลกากร + ค่าขนส่งในประเทศ
 ─────────────────────────────────────────────────────────────────────────────
 จำนวนที่ผลิต

ตัวอย่างจริง:

- ราคา FOB จากซัพพลายเออร์ A = 85 THB/ชิ้น × 1,000 ชิ้น = 85,000 THB

- ค่าขนส่งทางเรือรวมประกัน = 22,000 THB

- ภาษีนำเข้า 10% = 8,500 THB

- ค่าธรรมเนียมตัวแทนออกของ = 3,500 THB

- ค่าขนส่งจากท่าเรือถึงคลัง = 4,000 THB

รวม = 123,000 THB ÷ 1,000 = 123 THB/ชิ้น

ถ้าตั้งราคาขาย 399 THB และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม + โฆษณาอยู่ที่ 28% ของยอดขาย (111.72 THB) กำไรขั้นต้นต่อชิ้น = 399 − 123 − 111.72 = 164.28 THB หรือคิดเป็น margin ประมาณ 41%

นี่คือเหตุผลที่ต้องขอ RFQ อย่างน้อย 3 เจ้า เพราะส่วนต่าง 10 THB ต่อหน่วย ในออเดอร์ 1,000 ชิ้น คือ 10,000 THB ที่หายไปหรือได้มา


ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อRFQPurchase Order (PO)Proforma Invoice
ใครเป็นคนออกผู้ซื้อผู้ซื้อซัพพลายเออร์
จุดประสงค์ขอราคาเพื่อเปรียบเทียบสั่งซื้อจริงตามราคาที่ตกลงยืนยันราคาและเงื่อนไขก่อนชำระเงิน
มีผลผูกพันทางกฎหมายไม่มีมีกึ่งผูกพัน ใช้ยื่นขอ LC
จำนวนซัพพลายเออร์ที่ส่ง3–10 เจ้าพร้อมกัน1 เจ้าที่เลือกแล้ว1 เจ้า
ใช้ตอนไหนก่อนเลือกซัพพลายเออร์หลังเจรจาจบระหว่างเจรจาถึงขั้นจ่ายเงิน
ข้อมูลที่ต้องมีสเปก จำนวน กำหนดส่งรายการสินค้า ราคา วันส่งราคา เงื่อนไขชำระ เลขบัญชี

สถานการณ์ใช้งานจริง

1. เปิดตัวสินค้า Private Label ชิ้นแรก

คุณอยากทำกระเป๋าเดินทาง ABS ขนาด 20 นิ้ว 500 ใบ ส่ง RFQ ไป 6 โรงงานในกวางโจวและหนิงโป ระบุว่าต้องการล้อ 360 องศา ซิป YKK และโลโก้สกรีน 2 สี ผลที่ได้คือราคาตั้งแต่ 210 ถึง 340 THB ต่อใบ ต่างกันถึง 62% เพราะบางเจ้าอ้างว่าใช้วัสดุเกรดสูงกว่า ต้องขอดู sample ก่อนตัดสิน

2. Reorder สินค้าขายดี

สินค้าตัวหนึ่งขายได้ 800 ชิ้น/เดือน ต้องการเติมสต็อก 3,000 ชิ้น ส่ง RFQ ไป 3 เจ้าเดิมที่เคยร่วมงาน เพื่อต่อรองราคาจากเดิม 95 THB ให้เหลือ 82 THB ด้วยการเพิ่มจำนวนและยอมจ่ายมัดจำ 40%

3. เปรียบเทียบซัพพลายเออร์ใหม่แทนเจ้าปัจจุบัน

เจ้าปัจจุบันขึ้นราคา 12% อ้างค่าขนส่งแพงขึ้น ส่ง RFQ ไป 4 เจ้าใหม่ ปรากฏว่ามี 2 เจ้าให้ราคาใกล้เคียงของเดิม และหนึ่งในนั้นให้เครดิต 30 วัน ทำให้ต้นทุนการเงินดีขึ้นอีกประมาณ 2.5% ต่อรอบ


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. สเปกไม่ละเอียด

เขียนแค่ "กระเป๋าผ้าแคนวาส" โดยไม่ระบุแกรมผ้า ขนาด ซิป และวิธีพิมพ์ ซัพพลายเออร์แต่ละเจ้าจะตีความคนละแบบ ราคาที่ได้จึงเทียบกันไม่ได้เลย

2. ส่ง RFQ ไปเจ้าเดียว

เท่ากับเสียอำนาจต่อรองไปครึ่งหนึ่ง ควรส่งอย่างน้อย 3 เจ้า และอย่าเปิดเผยราคาของเจ้าให้อีกเจ้ารู้ เพราะจะทำให้ตลาดเสียและซัพพลายเออร์อาจรวมหัวกันตั้งราคา

3. ไม่ถาม MOQ และ Lead Time

ราคาถูกแต่ MOQ 5,000 ชิ้น ทั้งที่งบเราซื้อได้แค่ 1,000 ชิ้น ก็จบ ต้องถามทั้ง MOQ, ระยะผลิต, และเงื่อนไขมัดจำทุกครั้ง

4. ลืมถามค่าบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งในประเทศจีน

หลายเจ้าให้ราคา FOB ที่ดูดี แต่พอรวมค่ากล่อง retail และค่าขนส่งไปท่าเรือ กลายเป็นแพงกว่าเจ้าที่ให้ราคาสูงกว่าแต่รวมทุกอย่างแล้ว

5. ไม่ตรวจสอบซัพพลายเออร์ก่อน

ราคาถูกที่สุดอาจมาจากโรงงานที่ไม่มีใบรับรอง หรือเป็นเทรดดิ้งที่รับงานต่ออีกที ควรขอ ขอดูโรงงานผ่านวิดีโอคอล และขอ sample ก่อนโอนมัดจำทุกครั้ง

6. ไม่ระบุวันหมดอายุของใบเสนอราคา

ราคาวัตถุดิบผันผวน โดยเฉพาะพลาสติกและโลหะ ควรกำหนดว่าใบเสนอราคามีอายุ 15–30 วัน นับจากวันที่ออก


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

- MOQ (Minimum Order Quantity) — จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำที่โรงงานรับผลิต

- FOB (Free On Board) — ราคาสินค้าที่รวมค่าขนขึ้นเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง

- Landed Cost — ต้นทุนรวมทั้งหมดจนถึงคลังสินค้าเรา

- Proforma Invoice — ใบแจ้งราคาเบื้องต้นจากซัพพลายเออร์ ใช้ยื่นขอ LC หรือโอนเงิน

- Purchase Order (PO) — ใบสั่งซื้อจริงที่มีผลผูกพัน

- Lead Time — ระยะเวลาตั้งแต่สั่งผลิตจนของพร้อมส่ง

- Sample Order — การสั่งตัวอย่างก่อนผลิตจริง เพื่อตรวจคุณภาพ

- Trade Assurance — บริการคุ้มครองการชำระเงินบนแพลตฟอร์ม B2B

- Incoterms — ข้อกำหนดมาตรฐานสากลเรื่องความรับผิดชอบค่าขนส่งระหว่างซื้อขาย