ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Retargeting

Retargeting คืออะไร?

Retargeting (รีทาร์เก็ตติ้ง) หรือที่หลายคนเรียกว่า Remarketing คือการยิงโฆษณาไปยังคนที่เคย "แตะ" ธุรกิจเรามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้าเว็บแล้วไม่ซื้อ กดดูสินค้าแล้วปิดหนี ใส่ตะกร้าแล้วจากไป หรือแม้แต่คนที่กดดูโพสต์/วิดีโอของเราใน Facebook, IG, TikTok แล้วยังไม่ตัดสินใจ

พูดง่าย ๆ คือ "ตามกลับไปหาคนที่เกือบจะเป็นลูกค้าแล้ว" ไม่ใช่ยิงหาคนใหม่ที่ยังไม่รู้จักเรา

หัวใจของมันคือ Pixel / Tag / SDK ที่ฝังไว้บนเว็บหรือแอป เพื่อจำว่าใครทำอะไรไว้ แล้วค่อยเอาข้อมูลนั้นไปยิงโฆษณาเฉพาะกลุ่ม


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ลองนึกภาพ ร้านกาแฟหน้าปากซอย

- Cold Audience = คนเดินผ่านร้านที่ไม่เคยรู้จักร้านเลย ต้องยืนแจกใบปลิวให้ลองชิม

- Retargeting = คนที่เคยเดินเข้าร้าน หยิบแก้วขึ้นมาดูแล้ววางคืน เพราะยังไม่ตัดสินใจ — เราก็แค่เดินไปกระซิบว่า "วันนี้ลด 20% นะพี่" โอกาสปิดการขายสูงกว่ามาก

เพราะคนกลุ่มนี้ รู้จักเราแล้ว และเคยสนใจจริง ๆ แค่ยังขาดเหตุผลสุดท้ายที่จะกด "สั่งซื้อ"


สูตรที่ต้องรู้

Conversion Rate ของ Retargeting สูงกว่า Cold Traffic ประมาณ 2–3 เท่า

ROAS ของ Retargeting = รายได้จากแคมเปญ ÷ ค่าโฆษณาที่ใช้

ตัวอย่างจริง:

- ยิง Retargeting งบ 15,000 บาท ได้ยอดขาย 120,000 บาท

- ROAS = 120,000 ÷ 15,000 = 8x

เทียบกับ Cold Traffic ที่มักได้ ROAS แค่ 2–3x จะเห็นชัดว่าทำไมคนทำ DTC ถึงทุ่มงบกับกลุ่มนี้

ขนาด Audience ขั้นต่ำที่ควรมี: 1,000 คน ต่อกลุ่ม ถ้าน้อยกว่านี้ Facebook/TikTok จะยิงไม่ค่อยออก และต้นทุนต่อ Reach จะแพง


ตารางเปรียบเทียบ: Retargeting vs Cold Traffic

หัวข้อCold TrafficRetargeting
กลุ่มเป้าหมายคนไม่รู้จักแบรนด์คนเคยเข้าเว็บ/กดดูสินค้า
ต้นทุนต่อ Click (CPC)8–15 บาท3–7 บาท
Conversion Rate0.5–1.5%3–8%
ROAS เฉลี่ย2–3x5–10x
ระยะเวลาเห็นผลช้า ต้องสร้างการรับรู้เร็ว ปิดการขายได้ทันที
เครื่องมือหลักInterest / LookalikePixel / Custom Audience
ข้อควรระวังงบบานปลายยิงซ้ำถี่เกินจนคนรำคาญ

ใช้จริงในธุรกิจ DTC ยังไง?

1. แบ่งกลุ่มตามพฤติกรรม (Segment)

- Viewed Product แต่ไม่ Add to Cart → ยิงโฆษณาโชว์สินค้าตัวนั้น + รีวิว

- Add to Cart แต่ไม่ Checkout → ยิงส่วนลด 10% + แจ้งเตือน "เหลืออีก 2 ชิ้น"

- ซื้อแล้ว 30 วัน → ยิง Cross-sell / สินค้าใหม่

- ทิ้งข้อมูลในฟอร์ม → ยิง Lead Magnet หรือโค้ดส่งฟรี

2. ตั้ง Window ให้พอดี

- สินค้าราคาไม่สูง (เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง) → Window 7–14 วัน

- สินค้าราคาสูง (เฟอร์นิเจอร์, แก็ดเจ็ต) → Window 30–60 วัน

3. ใช้ Dynamic Creative

โชว์สินค้าที่เขาเคยดูจริง ๆ ไม่ใช่ยิงสินค้าอื่นมั่ว ๆ — แบบนี้ CTR สูงขึ้น 40–60% ในหลายเคส

4. ผสมกับช่องทางอื่น

- อีเมล / LINE OA (ฟรี)

- SMS

- Push Notification ในแอป

โฆษณาไม่ใช่ทางเดียว — แต่เป็นตัวปิดที่ดีที่สุด


ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

1. ยิงถี่เกินไป — วันละ 5–10 ครั้ง ทำให้คนรำคาญและกดซ่อนโฆษณา แนะนำ ความถี่ 2–3 ครั้ง/วัน ต่อคน

2. ไม่ Exclude คนที่ซื้อแล้ว — ยิงวนไปหาคนที่ซื้อแล้ว = เผางบเปล่า ต้องตั้ง Exclude Purchasers เสมอ

3. Audience เล็กเกินไป — ต่ำกว่า 1,000 คน ระบบยิงไม่ออก ต้องรอเก็บข้อมูลก่อน

4. Creative ซ้ำเดิม — คนเห็นโฆษณาเดิม 20 ครั้งจะเกิด Ad Fatigue ต้อง Rotate Creative ทุก 7–14 วัน

5. ไม่มี Consent / PDPA — เก็บข้อมูลลูกค้าต้องขออนุญาตตามกฎหมาย PDPA ไม่งั้นโดนปรับได้

6. วัดผลผิด — ถ้าใช้ View-through Attribution ต้องระวังการนับซ้ำ ให้ดูที่ 7-day click เป็นหลัก


สรุปสั้น ๆ

Retargeting คือ เครื่องปิดการขายที่คุ้มที่สุด ในบรรดา Traffic Channel ทั้งหมด เพราะคุณไม่ต้องเสียเงินสร้างการรับรู้ใหม่ แค่เตือนคนที่เกือบซื้อแล้วให้กลับมา

ถ้าทำ DTC แล้วยังไม่ทำ Retargeting เท่ากับ เทเงินทิ้งครึ่งหนึ่ง ของงบโฆษณาที่จ่ายไป


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

- Pixel / Tag — โค้ดติดตามพฤติกรรมบนเว็บ

- Custom Audience — กลุ่มเป้าหมายที่สร้างจากข้อมูลของเราเอง

- Lookalike Audience — กลุ่มคนที่คล้ายกับลูกค้าเดิม

- Dynamic Creative — โฆษณาที่โชว์สินค้าตามที่คนนั้นเคยดู

- ROAS — ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา

- Ad Fatigue — อาการคนเบื่อโฆษณาเพราะเห็นซ้ำ

- Attribution Window — ช่วงเวลาที่นับว่าการซื้อมาจากโฆษณา

- PDPA — กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย

- Cart Abandonment — การทิ้งตะกร้า

- Funnel — กรวยการตลาด ตั้งแต่รู้จักจนถึงซื้อ