ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Remarketing

นิยามแบบเข้าใจง่าย

Remarketing (หรือ Retargeting) คือการยิงโฆษณาไปหาคนที่ เคยเข้าเว็บเราแล้วแต่ยังไม่ซื้อ หรือเคยเพิ่มสินค้าใส่ตะกร้าแต่ทิ้งไว้ โดยโฆษณาจะไปโผล่ในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook, Instagram, TikTok, Google Display, YouTube หรือ LINE

พูดง่าย ๆ คือ "ตามคนที่เกือบซื้อ" ไม่ใช่ยิงหาคนใหม่แบบ Cold Traffic

ในไทยหลายคนเรียกติดปากว่า "ยิงรีทาร์เก็ต" หรือ "ยิงคนที่เคยเข้าเว็บ"


อุปAnalog ให้เห็นภาพ

ลองนึกภาพ ร้านขายเสื้อผ้าในห้าง

- ลูกค้าเดินเข้าร้าน หยิบเสื้อลอง 1 ตัว แล้วเดินออกไปเฉย ๆ

- พนักงานทั่วไป = ทำได้แค่ยืนมอง

- แต่ถ้ามีพนักงานที่ จำหน้าลูกค้าคนนี้ได้ แล้วตามไปยื่นส่วนลดให้ที่ลานจอดรถ → นั่นแหละคือ Remarketing

หรืออีกภาพ: เหมือน แม่ค้าออนไลน์ที่ทักแชทตามลูกค้า ที่กดดูสินค้าแล้วหายไป แต่ Remarketing ทำแบบอัตโนมัติ กับคนเป็นพันเป็นหมื่นพร้อมกัน ผ่านโฆษณา


สูตรที่ต้องรู้

ตัวเลขหลักที่ใช้ตัดสินใจลงทุน Remarketing คือ:

ROAS = รายได้จากโฆษณา ÷ งบโฆษณาที่ใช้

และตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้กัน:

Conversion Rate (CVR) = จำนวนออร์เดอร์ ÷ จำนวนคลิก × 100

ตัวอย่างจริงจากตลาดไทย:

- ลูกค้าใหม่ (Cold Audience) มักได้ CVR ประมาณ 1–2%

- คนที่เคยเข้าเว็บ (Warm/Retargeting) ได้ CVR ประมาณ 4–8% หรือสูงกว่า 3–4 เท่า

- งบโฆษณา Remarketing มักอยู่ที่ 10–20% ของงบรวม แต่สร้างรายได้ได้ถึง 30–40%

นี่คือเหตุผลที่ร้านไทยหลายเจ้าบอกว่า "ยิงรีทาร์เก็ตแล้วคุ้มกว่า"


ตารางเปรียบเทียบ: Cold vs Warm vs Remarketing

หัวข้อCold AudienceEngaged (ดูสินค้า/กดถูกใจ)Remarketing (ทิ้งตะกร้า/เคยซื้อ)
ต้นทุนต่อคลิก (CPC)สูงกลางต่ำ–กลาง
Conversion Rate1–2%2–4%4–8%+
ROAS เฉลี่ย2–4x4–8x8–15x
กลุ่มเป้าหมายคนไม่รู้จักแบรนด์คนสนใจแต่ยังไม่ตัดสินใจคนเกือบซื้อ
ข้อความที่ควรใช้สร้างการรับรู้โปรโมชัน/รีวิวเตือน + ส่วนลดเร่งปิด
แพลตฟอร์มยอดนิยมFacebook, TikTokFacebook, IGFB/IG, Google, LINE, TikTok

ใช้จริงในธุรกิจ DTC ไทยแบบไหน

1. ทิ้งตะกร้า (Abandoned Cart)

ลูกค้าใส่สินค้าแล้วหายไป 60–70% เป็นเรื่องปกติ ยิงโฆษณาตามภายใน 1–24 ชั่วโมง พร้อมข้อความ "สินค้าใกล้หมด" หรือ "โค้ดลด 50 บาท"

2. ดูสินค้าแต่ไม่กดซื้อ

ยิง Dynamic Product Ads โชว์สินค้าตัวเดิมที่เขาเคยดู ผ่าน Facebook Catalog หรือ Google Merchant Center

3. ลูกค้าเก่าที่ไม่กลับมา 30–90 วัน

ยิง Upsell / Cross-sell เช่น ซื้อครีมไปแล้ว 1 เดือน → ยิงครีมสูตรใหม่ หรือโปรซื้อซ้ำ

4. คนที่กดดูวิดีโอ 50% ขึ้นไป

จัดเป็นกลุ่ม Warm ยิงข้อความเชิงให้ความรู้ + โปรโมชัน

5. คนที่สมัครรับข่าวสารแต่ยังไม่ซื้อ

ยิง Welcome Offer เช่น "ลด 15% สำหรับออร์เดอร์แรก"


ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

1. ยิงถี่เกินไป

คนเห็นโฆษณาเดิม 20 ครั้ง/สัปดาห์ = รำคาญ → กดซ่อน → ต้นทุนพุ่ง ควรตั้ง Frequency Cap 3–5 ครั้ง/สัปดาห์

2. ไม่แยกกลุ่ม

ยิงคนทิ้งตะกร้า กับคนที่แค่เลื่อนผ่าน ด้วยข้อความเดียวกัน = เสียเปล่า ต้องแยก Segment

3. ไม่ Exclude คนที่ซื้อแล้ว

ยิงโฆษณา "ลด 20%" ให้คนที่เพิ่งซื้อเต็มราคา = ลูกค้าเสียความรู้สึก ต้องตัดออกจากกลุ่มหรือเปลี่ยนข้อความ

4. Window สั้น/ยาวเกิน

- สั้นเกิน (1 วัน) = คนยังไม่ตัดสินใจ

- ยาวเกิน (180 วัน) = คนลืมแล้ว

- ค่าที่เหมาะกับสินค้าไทยส่วนใหญ่: 7–30 วัน สำหรับสินค้าราคาไม่สูง, 30–90 วัน สำหรับสินค้าราคาสูง

5. วัดผลผิด

ดูแค่ CTR แต่ไม่ดู ROAS สุดท้ายทำให้ตัดสินใจผิด

6. ไม่มี Consent / PDPA

ในไทยต้องระวัง PDPA เรื่องการเก็บข้อมูลและยิงโฆษณาตามพฤติกรรม ต้องมี Privacy Policy และ Cookie Consent


ตัวเลขสรุปที่ควรจำ

- ลูกค้าเก่ามีโอกาสซื้อซ้ำสูงกว่าลูกค้าใหม่ 5–7 เท่า

- การเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำแค่ 5% เพิ่มกำไรได้ 25–95%

- Remarketing มักใช้แค่ 10–20% ของงบ แต่สร้างรายได้ 30–40% ของยอดรวม


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

- Retargeting — คำพ้องของ Remarketing (ใช้แทนกันได้)

- Pixel — โค้ดติดตามพฤติกรรมบนเว็บ (Meta Pixel, TikTok Pixel)

- Dynamic Product Ads (DPA) — โฆษณาโชว์สินค้าที่คนนั้นเคยดูอัตโนมัติ

- Lookalike Audience — กลุ่มคนคล้ายลูกค้าเดิม ใช้คู่กับ Remarketing เพื่อขยาย

- Frequency Cap — จำกัดจำนวนครั้งที่คนเห็นโฆษณา

- ROAS — ตัวชี้วัดความคุ้มทุนของโฆษณา

- Abandoned Cart — ตะกร้าที่ถูกทิ้งไว้

- PDPA — กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย

- First-party Data — ข้อมูลที่เก็บจากลูกค้าเอง ใช้ยิง Remarketing ได้แม่นกว่า