ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Reorder Point

หมวด: โลจิสติกส์และ fulfillment | ระดับ: เชิงลึก


จุดสั่งซื้อซ้ำคืออะไร

Reorder Point (ROP) หรือที่หลายคนในวงการเรียกว่า "จุดสั่งซื้อซ้ำ" คือระดับสต็อกขั้นต่ำที่เมื่อสินค้าลดลงมาถึงจุดนี้ ระบบหรือทีมจัดซื้อจะต้องออกใบสั่งซื้อ (PO) ให้กับซัพพลายเออร์ทันที โดยยังไม่ต้องรอให้ของหมด

พูดง่าย ๆ มันคือ "เส้นตายเงียบ" ที่บอกคุณว่า *ถึงเวลาสั่งของแล้วนะ* ก่อนที่ของจะหมดมือและกระทบยอดขาย

สำหรับร้าน DTC ที่ขายผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเว็บตัวเอง การไม่มี ROP ที่ชัดเจนคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของปัญหา "ของหมดกลางแคมเปญ" ซึ่งนอกจากเสียยอดขายแล้ว ยังทำให้ ranking ของ listing ตกลงอย่างมีนัยสำคัญ


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ลองนึกถึง ถังน้ำมันรถยนต์

- เข็มน้ำมันไม่เคยบอกให้คุณขับจนถึง E แล้วค่อยหาปั๊ม

- มันเตือนที่ 1/4 ถัง เพราะคุณรู้ว่ากว่าจะถึงปั๊มถัดไปใช้เวลากี่กิโล และการเติมแต่ละครั้งใช้เวลานานแค่ไหน

ROP ก็เหมือนเข็มน้ำมัน 1/4 ถังนั่นแหละ — มันคือจุดที่คุณต้อง "แวะเติม" ก่อนที่รถจะดับกลางทาง

อีกมุมหนึ่ง: ถ้าคุณขายเสื้อยืดที่ต้องใช้เวลา 14 วันในการผลิตและขนส่งจากโรงงาน ROP จะบอกว่าคุณต้องสั่งตอนเหลือกี่ตัว — ไม่ใช่ตอนเหลือ 0 ตัว


สูตรคำนวณ ROP

สูตรพื้นฐาน

Reorder Point = (อัตราการขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลารอของ Lead Time) + Safety Stock

ตัวอย่างจริง

สมมติคุณขาย ครีมบำรุงผิว แบรนด์ตัวเอง

ตัวแปรค่า
ยอดขายเฉลี่ย40 ชิ้น/วัน
Lead Time (ผลิต + ส่งจากโรงงาน)12 วัน
Safety Stock (กันความผันผวน)150 ชิ้น
ROP = (40 × 12) + 150
ROP = 480 + 150
ROP = 630 ชิ้น

แปลว่า: เมื่อสต็อกเหลือ 630 ชิ้น คุณต้องออก PO ทันที ไม่ใช่รอให้เหลือ 200 หรือ 100

สูตร Safety Stock แบบละเอียด

Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน × Lead Time สูงสุด) − (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × Lead Time เฉลี่ย)

ตัวอย่าง: ขายสูงสุด 70 ชิ้น/วัน, Lead Time สูงสุด 18 วัน, เฉลี่ย 40 ชิ้น/วัน และ 12 วัน

SS = (70 × 18) − (40 × 12)
SS = 1,260 − 480 = 780 ชิ้น

จะเห็นว่าถ้าคุณอยากกันความเสี่ยงเต็มที่ Safety Stock จะสูงขึ้นมาก — นี่คือ trade-off ระหว่าง ต้นทุนจม กับ ความเสี่ยงขาดสต็อก


ตารางเปรียบเทียบ: ROP vs แนวคิดที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดนิยามสั้นใช้เมื่อไหร่ข้อเสียถ้าใช้ผิด
**Reorder Point (ROP)**จุดสต็อกที่ต้องสั่งซื้อสินค้าขายสม่ำเสมอถ้า demand ผันผวนสูง จะคลาดเคลื่อน
**Safety Stock**สต็อกกันสำรองตลอดเวลาจมทุน ถ้ามากเกินไป
**EOQ (Economic Order Quantity)**ปริมาณสั่งที่ต้นทุนต่ำสุดต้องการลดต้นทุนสั่งซื้อไม่ได้บอก *เมื่อไหร่* ควรสั่ง
**Just-in-Time (JIT)**สั่งเมื่อจำเป็นเท่านั้นซัพพลายเออร์เชื่อถือได้สูงเสี่ยงขาดสต็อกมาก
**Min-Max**ตั้งขั้นต่ำ-สูงสุดร้านที่มี SKU เยอะต้องอัปเดตบ่อย

เคล็ดลับ: ROP ตอบคำถาม *"เมื่อไหร่"* ส่วน EOQ ตอบ *"เท่าไหร่"* — ใช้คู่กันจะสมบูรณ์ที่สุด


— ใช้จริงยังไงในร้าน DTC ไทย

1. สินค้า Hero Product ที่ขายทุกวัน

ครีมกันแดดที่ขาย 80 ชิ้น/วัน Lead Time 10 วัน → ROP = 800 + Safety Stock 200 = 1,000 ชิ้น ตั้ง alert ในระบบหลังบ้านเมื่อถึงจุดนี้

2. สินค้าตามเทศกาล (11.11, 12.12)

ต้องปรับ ROP ล่วงหน้า 30–45 วัน เพราะยอดขายช่วงแคมเปญอาจพุ่ง 5–10 เท่า และ Lead Time ก็ยาวขึ้นเพราะโรงงานเต็มคิว

3. สินค้าหลาย SKU

ใช้ระบบ Min-Max หรือ dashboard ที่ sync กับ Shopee/Lazada Open API เพื่อไม่ต้องนั่งเช็กมือทีละตัว

4. สินค้าสั่งผลิต OEM

ถ้า MOQ สูง เช่น 3,000 ชิ้น แต่ ROP คำนวณได้ 800 ชิ้น คุณต้องตัดสินใจว่าจะสั่งล่วงหน้าไกลขึ้น หรือยอมจมสต็อกมากกว่าที่ควร


— 7 ข้อที่คนขายมักพลาด

1. ใช้ค่าเฉลี่ยอย่างเดียว — ลืมว่า demand มี peak และ trough ต้องมี Safety Stock รองรับ

2. ไม่ปรับ ROP ตามฤดูกาล — ROP ที่ตั้งไว้ตอนหน้าฝนใช้ไม่ได้ตอน 11.11

3. ลืมนับ Lead Time ของการ QC และรับเข้า — บางทีของถึงโกดังแล้วแต่ยังขายไม่ได้อีก 3 วัน

4. ตั้ง ROP แล้วไม่เคยอัปเดต — ยอดขายเปลี่ยนทุกเดือน ROP ต้องเปลี่ยนตาม

5. สับสนระหว่าง ROP กับ Safety Stock — สองอันนี้คนละหน้าที่ ROP คือ trigger, SS คือ buffer

6. ไม่รวมต้นทุนการถือสต็อก — สต็อกเยอะ = ค่าเช่าโกดัง + ค่าเสื่อม + เงินจม

7. เชื่อระบบ 100% โดยไม่ดูข้อมูลจริง — บางครั้งซัพพลายเออร์ล่าช้าโดยไม่แจ้ง ต้องมีคนเช็ก


##

- Lead Time — ระยะเวลาตั้งแต่ออก PO จนของถึงมือ

- Safety Stock — สต็อกกันสำรองสำหรับความผันผวน

- EOQ — ปริมาณสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด

- Stockout Rate — อัตราการขาดสต็อก ตัวชี้วัดสุขภาพ inventory

- Days of Inventory (DOI) — จำนวนวันที่สต็อกปัจจุบันจะขายหมด

- Min-Max Planning — ระบบตั้งขั้นต่ำ-สูงสุดสำหรับหลาย SKU

- Fill Rate — เปอร์เซ็นต์คำสั่งซื้อที่ส่งได้ทันที


สรุปสั้น ๆ: ROP ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็น สมการที่มีชีวิต ที่ต้องขยับตามยอดขาย, Lead Time และฤดูกาล ร้าน DTC ที่บริหาร ROP ได้ดีจะเสียยอดขายจาก stockout น้อยกว่า 30–50% เมื่อเทียบกับร้านที่สั่งของแบบ "หมดแล้วค่อยสั่ง" — และนั่นคือกำไรที่คุณไม่ต้องเสียไปฟรี ๆ