ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Backorder

นิยาม

Backorder (แบ็คออเดอร์) คือสถานการณ์ที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าและชำระเงิน (หรือยืนยันคำสั่งซื้อ) เรียบร้อยแล้ว แต่สินค้าในสต็อกหมดชั่วคราว ร้านจึงรับออเดอร์ไว้ก่อน แล้วค่อยจัดส่งให้เมื่อของเข้าโกดังรอบถัดไป

พูดง่าย ๆ คือ "ขายก่อน ของมาทีหลัง" ต่างจาก Pre-order ตรงที่ Pre-order คือขายสินค้าที่ยังไม่เปิดตัวหรือยังไม่ผลิตเสร็จ ส่วน Backorder คือขายสินค้าที่มีอยู่จริงในระบบ แต่สต็อกหมดชั่วคราวและรอเติมของ

ในมุมของ DTC/อีคอมเมิร์ซไทย แบ็คออเดอร์เป็นเครื่องมือสองคม ใช้ดีก็เพิ่มยอดขายและรักษาลูกค้า ใช้พลาดก็กลายเป็นคอมเพลนเรื่อง "โอนเงินแล้วของไม่มา"


ให้เห็นภาพ

ลองนึกถึง ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดัง ที่น้ำซุปหมดตอน 2 ทุ่ม แต่ยังมีลูกค้าต่อคิวอยู่ เจ้าของร้านบอกว่า "รับออเดอร์ไว้ก่อนนะ พรุ่งนี้เช้าต้มซุปใหม่ มาถึงจะโทรตาม"

- ลูกค้ายอมจ่ายล่วงหน้า = ยืนยันออเดอร์

- ร้านรับปากว่าจะส่งพรุ่งนี้ = วันที่คาดว่าจะมีของ (Restock Date)

- ถ้าซุปมาไม่ทัน = แบ็คออเดอร์ล่าช้า ต้องแจ้งลูกค้า

ในระบบอีคอมเมิร์ซ Backorder จะโผล่ตอนที่ระบบสต็อกเหลือ 0 แต่ร้านยังเปิดให้กด "สั่งซื้อ" ได้ แทนที่จะขึ้น "สินค้าหมด"


สูตรคำนวณที่ต้องรู้

1. จำนวนวันรอของโดยประมาณ

วันรอของ = (วันที่ของเข้าโกดัง − วันที่ลูกค้าสั่งซื้อ) + เวลาจัดส่งปกติ

ตัวอย่าง: ลูกค้าสั่งวันที่ 5 ของเข้าโกดังวันที่ 12 จัดส่งใช้เวลา 2 วัน

วันรอของ = (12 − 5) + 2 = 9 วัน

2. มูลค่าแบ็คออเดอร์ค้าง (Backorder Value)

Backorder Value = จำนวนออเดอร์ค้าง × ราคาขายเฉลี่ย (AOV)

ตัวอย่าง: มีออเดอร์ค้าง 340 ออเดอร์, AOV = 890 บาท

Backorder Value = 340 × 890 = 302,600 บาท

3. อัตราการยกเลิกออเดอร์ค้าง (Backorder Cancellation Rate)

Cancellation Rate = (ออเดอร์ที่ยกเลิก ÷ ออเดอร์ค้างทั้งหมด) × 100

ตัวอย่าง: ยกเลิก 51 จาก 340 ออเดอร์

Cancellation Rate = (51 ÷ 340) × 100 = 15%

ถ้าตัวเลขนี้เกิน 20% แปลว่ากระบวนการสื่อสารกับลูกค้ามีปัญหา ต้องแก้ที่การแจ้ง ETA และการชดเชย


ตารางเปรียบเทียบ: Backorder vs สถานะอื่น

หัวข้อBackorder (รอของ)Pre-order (พรีออเดอร์)In Stock (มีของ)Out of Stock (ของหมด)
สินค้ามีในระบบไหมมี แต่สต็อกหมดชั่วคราวยังไม่ผลิต/ไม่เปิดตัวมีพร้อมส่งไม่มี และไม่รับออเดอร์
รับเงินตอนไหนตอนสั่งซื้อตอนสั่งซื้อ (มักมีมัดจำ)ตอนสั่งซื้อไม่รับ
ระยะเวลารอ3–14 วัน (ส่วนใหญ่)14–60 วัน0–2 วันไม่ระบุ
ความเสี่ยงลูกค้ายกเลิกปานกลางสูงต่ำ—
เหมาะกับสินค้าขายดีที่ของหมดชั่วคราวสินค้าใหม่/ลิมิเต็ดสินค้าปกติสินค้าที่เลิกขาย
ควรแจ้ง ETA ชัดไหมต้องชัดมากต้องชัดมากไม่จำเป็น—

ใช้จริงในสถานการณ์ไหน

1. สินค้าขายดีของหมดกลางแคมเปญ 11.11

ช่วง 11.11 สินค้าฮิตหมดสต็อกใน 2 ชั่วโมง แทนที่จะปิดการขาย เปิด Backorder ไว้ พร้อมระบุ "ของเข้า 18 พ.ย. ส่งภายใน 20 พ.ย." ช่วยรักษายอดที่อาจหลุดไปคู่แข่ง

2. แบรนด์เสริมความงามที่ของเข้าเป็นล็อต

สกินแคร์นำเข้าที่ผลิตเป็นล็อตทุก 3 สัปดาห์ ลูกค้าประจำยอมรอได้ ถ้าสื่อสารชัดว่าเป็นของแท้ ล็อตใหม่

3. สินค้าอะไหล่/อุปกรณ์เฉพาะทาง

ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สั่งอะไหล่จากต่างประเทศ ลูกค้ายอมรอ 7–10 วัน เพราะหาที่อื่นยาก

4. เทสต์ความต้องการตลาด (Demand Testing)

ก่อนสต็อกสินค้าใหม่ 1,000 ชิ้น เปิด Backorder ดูว่ามีคนสนใจจริงกี่คน ถ้าเกิน 200 ออเดอร์ใน 3 วัน = สัญญาณบวก


ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

❌ 1. ไม่แจ้ง ETA ให้ชัด

ลูกค้าไทยจำนวนมากรับได้ถ้ารู้ว่าต้องรอกี่วัน แต่ถ้าบอกแค่ "รอหน่อยนะคะ" จะกลายเป็นคอมเพลนทันที ควรระบุวันที่เป็นตัวเลข เช่น "ของเข้า 25 พ.ย. ส่งถึงมือ 27–28 พ.ย."

❌ 2. เก็บเงินเต็มจำนวนโดยไม่บอกล่วงหน้า

ก่อนกดสั่งซื้อต้องมีป้ายชัดว่า "สินค้ารอของ" ถ้าเงียบแล้วเก็บเงินเลย ลูกค้าจะรู้สึกถูกหลอก เสี่ยง Chargeback สูง

❌ 3. รับ Backorder เกินกำลังเติมของ

ถ้าซัพพลายเออร์ส่งได้แค่ 100 ชิ้น/รอบ แต่ออเดอร์ค้าง 500 ออเดอร์ ควรปิดรับเมื่อครบโควตา ไม่งั้นจะกลายเป็นหนี้สินค้าที่แก้ไม่ทัน

❌ 4. ไม่มีมาตรการชดเชย

ร้านที่ดีควรมีอะไรให้ เช่น ส่วนลด 50 บาทสำหรับออเดอร์ถัดไป หรือส่งฟรีแบบ EMS แทน Kerry ปกติ เพื่อลดอัตรายกเลิก

❌ 5. ปล่อยให้ออเดอร์ค้างเงียบ ๆ ไม่มีสถานะ

ควรมีอีเมล/SMS อัปเดตทุก 3–5 วัน ว่า "ออเดอร์ของคุณยังอยู่ในคิว ลำดับที่ 47 จาก 340"


ตัวเลขที่ควรจับตา

ตัวชี้วัดค่าที่ดีค่าที่ต้องแก้
ระยะเวลารอของเฉลี่ย≤ 7 วัน> 14 วัน
อัตรายกเลิกออเดอร์ค้าง< 10%> 20%
อัตราซื้อซ้ำหลังรอของ> 35%< 15%
จำนวนออเดอร์ค้างต่อ SKU≤ 50> 200

คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

- Pre-order (พรีออเดอร์) — สั่งซื้อสินค้าที่ยังไม่เปิดตัว/ยังไม่ผลิต

- Restock Date (วันของเข้า) — วันที่คาดว่าสินค้าจะเติมสต็อก

- ETA (Estimated Time of Arrival) — เวลาที่คาดว่าของจะถึงมือลูกค้า

- Safety Stock (สต็อกกันชน) — สต็อกสำรองขั้นต่ำที่กันไม่ให้ของหมดกลางทาง

- Lead Time (ระยะเวลารอของจากซัพพลายเออร์) — เวลาตั้งแต่สั่งซื้อจนของถึงโกดัง

- Overselling (ขายเกินสต็อก) — ปัญหาที่ทำให้เกิด Backorder โดยไม่ตั้งใจ

- Fulfillment (การจัดส่ง/ fulfillment) — กระบวนการตั้งแต่รับออเดอร์จนของถึงมือลูกค้า

- AOV (Average Order Value) — ยอดซื้อเฉลี่ยต่อออเดอร์ ใช้คำนวณมูลค่า Backorder


สรุปสั้น ๆ: Backorder ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าจัดการดีจะเป็นเครื่องมือเพิ่มยอดและรักษาลูกค้า แต่หัวใจคือ "บอกให้ชัด รอให้รู้ ชดเชยให้คุ้ม" ถ้าทำได้ครบ อัตรายกเลิกจะต่ำ และลูกค้าจำนวนไม่น้อยจะกลับมาซื้อซ้ำ