ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Business to Business

นิยาม

Business to Business (B2B) คือโมเดลการค้าที่ ลูกค้าไม่ใช่ผู้บริโภครายบุคคล แต่เป็น "ธุรกิจด้วยกัน" กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งผลิตหรือให้บริการ อีกฝ่ายซื้อไปเพื่อ ผลิตต่อ ขายต่อ หรือใช้ในองค์กร ไม่ได้ซื้อไปใช้ส่วนตัว

ในโลก DTC/อีคอมเมิร์ซไทย B2B มักอยู่ในรูป โรงงาน → แบรนด์ → ผู้ค้าส่ง → ร้านค้า เช่น โรงงานในสมุทรสาครผลิตเสื้อยืด แล้วส่งให้แบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ไปติดแบรนด์ขายต่อ ดีลแบบนี้ ออเดอร์ใหญ่ แต่กำไรต่อชิ้นบาง


อุปมาให้เห็นภาพ

ลองนึกภาพ ตลาดค้าส่งอย่างสำเพ็ง vs. ห้างสรรพสินค้า

- ซื้อเสื้อยืด 1 ตัวที่ห้าง = B2C (คุณคือผู้บริโภคสุดท้าย)

- ซื้อเสื้อยืด 500 ตัวจากโรงงานเพื่อไปขายต่อ = B2B (คุณคือธุรกิจ)

อีกภาพที่ใกล้ตัวสายอีคอมเมิร์ซ: ร้านค้าบน Shopee/Lazada ที่สั่งของจากโรงงานจีน 1,000 ชิ้น แล้วเอามาแพ็กขายปลีก — ต้นน้ำคือ B2B ปลายน้ำคือ B2C


สูตรคำนวณสำคัญ

1) กำไรต่อชิ้น (Unit Margin)

กำไรต่อชิ้น = ราคาขายส่ง − ต้นทุนต่อชิ้น (รวมค่าขนส่ง/ภาษี)

2) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin %)

Gross Margin % = (ราคาขาย − ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100

3) มูลค่าออเดอร์เฉลี่ย (AOV)

AOV = ยอดขายรวม ÷ จำนวนออเดอร์

4) จุดคุ้มทุน (Break-even)

จำนวนชิ้นที่ต้องขาย = ต้นทุนคงที่ ÷ กำไรต่อชิ้น

ตารางเปรียบเทียบ B2B vs B2C

มิติB2B (ธุรกิจ-ธุรกิจ)B2C (ธุรกิจ-ผู้บริโภค)
ลูกค้าโรงงาน แบรนด์ ผู้ค้าส่งผู้บริโภครายบุคคล
ขนาดออเดอร์ใหญ่ (หลักพัน–หมื่นชิ้น)เล็ก (1–ไม่กี่ชิ้น)
กำไรต่อชิ้นบาง (5–15%)หนา (30–60%)
รอบการซื้อซื้อซ้ำเป็นรอบ ตามสัญญาซื้อครั้งเดียว/ตามอารมณ์
ระยะเวลาตัดสินใจนาน เป็นสัปดาห์–เดือนเร็ว เป็นนาที–วัน
ช่องทางหลักSales, อีเมล, LINE, ใบเสนอราคาAds, Social, Marketplace
เงื่อนไขชำระเครดิต 30–90 วันจ่ายทันที/COD
ตัวอย่างไทยโรงงานส่งของให้แบรนด์ Shopeeลูกค้าซื้อเสื้อ 1 ตัวบน TikTok Shop

ฉากการใช้งานจริง (Use Cases)

1. โรงงาน OEM ส่งของให้แบรนด์อีคอมเมิร์ซ

แบรนด์สกินแคร์รายเล็กสั่งครีมจากโรงงาน 2,000 ชิ้น ต้นทุน 45 บาท/ชิ้น ขาย 299 บาท — กำไรขั้นต้นสูง แต่ต้องซื้อขั้นต่ำ (MOQ) และรอผลิต 30 วัน

2. ผู้ค้าส่ง (Wholesaler) ป้อนร้านค้าออนไลน์

ผู้ค้าส่งในตลาดโบ๊เบ๊ขายเสื้อให้ร้าน TikTok 100 ตัว/ออเดอร์ ราคาส่ง 120 บาท ขายปลีก 250 บาท — ร้านได้กำไร 130 บาท/ตัว แต่ต้องบริหารสต็อกเอง

3. Dropship B2B

แพลตฟอร์มอย่าง Zilingo (ในอดีต) หรือผู้ให้บริการ Fulfillment ในไทย เชื่อมโรงงานกับร้านเล็ก โดยร้านไม่ต้องสต็อกของ

4. ซัพพลายเออร์วัตถุดิบ

โรงงานบรรจุภัณฑ์ขายกล่องให้ร้านอาหารออนไลน์ 5,000 ใบ/เดือน ราคา 3.50 บาท/ใบ — กำไรบางแต่ซื้อซ้ำทุกเดือน


ข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อย

❌ "B2B กำไรน้อย ไม่น่าทำ"

จริงคือกำไรต่อชิ้นบาง แต่ Volume สูง + ซื้อซ้ำสม่ำเสมอ ทำให้รายได้รวมนิ่งกว่ามาก

❌ "B2B ไม่ต้องทำการตลาด"

ผิด — B2B ต้องสร้างความเชื่อใจ ใช้ Content, Case Study, LinkedIn, งานแสดงสินค้า (Trade Show) และ LINE OA ปิดดีล

❌ "ขายออนไลน์ได้แค่ B2C"

ปัจจุบันมี B2B Marketplace เช่น Alibaba, Global Sources, รวมถึงกลุ่ม Facebook/LINE ขายส่งในไทยที่คึกคักมาก

❌ "ลูกค้า B2B ตัดสินใจด้วยราคาเท่านั้น"

จริงคือตัดสินใจด้วย ความน่าเชื่อถือ + เงื่อนไขชำระ + Lead Time + บริการหลังการขาย ราคาเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัย

❌ "ไม่ต้องมีสัญญา"

B2B ควรมี ใบเสนอราคา (Quotation), PO, สัญญาซื้อขาย ชัดเจน เพราะมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงด้านเครดิต


ตัวเลขจริงที่ควรรู้ (ตัวอย่างตลาดไทย)

- MOQ โรงงานสิ่งทอไทยมักเริ่มที่ 300–1,000 ชิ้น/แบบ/สี

- เครดิตเทอม ซัพพลายเออร์รายใหญ่ให้ 30–60 วัน บางราย 90 วัน

- กำไรขั้นต้น B2B เฉลี่ย 8–20% ขณะที่ B2C ในหมวดเดียวกันอยู่ที่ 35–55%

- AOV B2B ในอีคอมเมิร์ซไทยมักสูงกว่า B2C 10–50 เท่า (หลักหมื่น–หลักแสนบาท/ออเดอร์)


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

- B2C — ธุรกิจขายให้ผู้บริโภค

- B2B2C — ธุรกิจ → ธุรกิจ → ผู้บริโภค (เช่น โรงงาน → แบรนด์ → ลูกค้า)

- MOQ (Minimum Order Quantity) — จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ

- OEM / ODM — รับผลิตภายใต้แบรนด์ลูกค้า / รับผลิตพร้อมออกแบบ

- Wholesale — การค้าส่ง

- Net Terms — เงื่อนไขการชำระเงิน (เช่น Net 30)

- RFQ (Request for Quotation) — ใบขอใบเสนอราคา

- Lead Time — ระยะเวลาผลิต/ส่งมอบ

- Dropshipping — โมเดลไม่สต็อกของ

- Trade Show — งานแสดงสินค้าเพื่อเจรจา B2B


สรุปสั้น: B2B คือเกมของ Volume + ความสัมพันธ์ระยะยาว ไม่ใช่เกมกำไรต่อชิ้นสูง ถ้าเข้าใจ MOQ, เครดิตเทอม และ Lead Time ดีพอ ธุรกิจนี้จะสร้างรายได้ที่ มั่นคงและคาดการณ์ได้ มากกว่า B2C แบบดึงดูดลูกค้าใหม่ตลอดเวลา