ZHENESJAKOTHVIRUFRAR

Cost Per Sale

หมวดหมู่: คำศัพท์พื้นฐาน | ระดับ: เริ่มต้น


นิยาม

Cost Per Sale (CPS) หรือที่หลายคนเรียกว่า ต้นทุนต่อการขาย 1 ครั้ง คือรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนที่คุณจ่ายให้พาร์ทเนอร์หรือนักการตลาด เฉพาะเมื่อเกิดยอดขายจริงเท่านั้น โดยจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าออเดอร์ ไม่ใช่จ่ายตามจำนวนคลิกหรือจำนวนการมองเห็น

พูดง่าย ๆ คือ "ขายได้ก่อน ค่อยจ่าย" — ถ้าไม่มีออเดอร์เกิดขึ้น คุณไม่ต้องเสียเงินสักบาท

ในแวดวง DTC และอีคอมเมิร์ซไทย CPS มักถูกใช้กับ Affiliate Marketing (การตลาดพันธมิตร) เช่น การจ้าง TikToker รีวิวสินค้า แล้วตกลงจ่ายค่าคอม 10% ต่อออเดอร์ที่ปิดได้จริง


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ลองนึกถึง พนักงานขายที่ไม่มีเงินเดือน แต่ได้ค่าคอมทุกชิ้นที่ขายได้

- ถ้าขายไม่ได้ → ไม่ได้เงิน (คุณก็ไม่เสียเงิน)

- ถ้าขายได้ 100 ชิ้น → ได้ค่าคอม 100 ชิ้น

ต่างจาก พนักงานเงินเดือน ที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่ายอดขายจะเป็นอย่างไร

ในโลกออนไลน์ CPS ก็เหมือนการจ้าง "พนักงานขายฟรีแลนซ์" ที่รับความเสี่ยงเรื่องยอดขายแทนคุณ — ยิ่งขายได้มาก เขายิ่งได้มาก คุณก็ยิ่งจ่ายมาก แต่ทุกบาทที่จ่ายออกไป ผูกกับรายได้ที่เข้ามาแล้ว


สูตรคำนวณ

CPS = มูลค่าออเดอร์ × อัตราค่าคอมมิชชัน (%)

ตัวอย่างที่ 1 — สินค้าราคาปกติ

สมมติคุณขายครีมบำรุงผิวราคา 890 บาท และตกลงจ่ายค่าคอมให้ Affiliate 12%

CPS = 890 × 0.12 = 106.80 บาท

แปลว่าทุกออเดอร์ที่ Affiliate ปิดได้ คุณจ่าย 106.80 บาท และยังเหลือรายได้ 783.20 บาทก่อนหักต้นทุนสินค้า

ตัวอย่างที่ 2 — คิดจากหลายออเดอร์

ถ้าเดือนนี้ Affiliate ปิดออเดอร์ได้ 250 ออเดอร์ มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ 1,200 บาท อัตราค่าคอม 8%

รายได้รวม = 250 × 1,200 = 300,000 บาท
ค่า CPS รวม = 300,000 × 0.08 = 24,000 บาท

คุณจ่ายค่าคอม 24,000 บาท เพื่อแลกกับยอดขาย 300,000 บาท — คิดเป็น 8% ของรายได้ ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้

ตัวอย่างที่ 3 — เทียบกับ ROAS

ถ้าค่าโฆษณาแบบปกติของคุณอยู่ที่ CPA 350 บาท แต่ CPS อยู่ที่ 106.80 บาท ต่อออเดอร์ หมายความว่า CPS ประหยัดต้นทุนได้ถึง 69.5% ต่อการขายหนึ่งครั้ง


ตารางเปรียบเทียบโมเดลการจ่ายค่าตอบแทน

โมเดลจ่ายเมื่อไหร่ความเสี่ยงของแบรนด์เหมาะกับ
**CPM**ทุก 1,000 การแสดงผลสูง — จ่ายแม้ไม่มีคนซื้อสร้างการรับรู้แบรนด์
**CPC**ทุก 1 คลิกกลาง — จ่ายแม้ไม่ปิดการขายดึงทราฟฟิกเข้าเว็บ
**CPL**ทุก 1 Lead (กรอกฟอร์ม)กลาง-สูงเก็บข้อมูลลูกค้า
**CPA**ทุก 1 การกระทำ (สมัคร/ทดลอง)กลางแอป/บริการสมาชิก
**CPS**ทุก 1 ออเดอร์ที่ปิดได้ต่ำ — จ่ายเมื่อมีรายได้Affiliate, KOL, พาร์ทเนอร์

จุดเด่นของ CPS: ความเสี่ยงตกอยู่ที่พาร์ทเนอร์ ไม่ใช่แบรนด์ ทำให้เหมาะกับแบรนด์ใหม่ที่งบจำกัดและอยากวัดผลชัดเจน


(สถานการณ์ที่ใช้จริง)

1. Affiliate Marketing

จ้างบล็อกเกอร์หรือเพจรีวิวสินค้า ให้ลิงก์ติดตาม (Tracking Link) แล้วจ่ายค่าคอมเมื่อมีคนซื้อผ่านลิงก์นั้น อัตราที่นิยมในไทยอยู่ที่ 5–20% ขึ้นกับหมวดสินค้า

2. KOL / Influencer แบบ Performance-based

แทนที่จะจ่ายค่าจ้างก้อนใหญ่ upfront ตกลงจ่ายเป็น CPS อย่างเดียว หรือผสมระหว่างค่าจ้างพื้นฐาน + CPS เพื่อลดความเสี่ยง

3. โปรแกรมพาร์ทเนอร์กับเว็บเปรียบเทียบราคา

เว็บอย่าง Priceza หรือเว็บคูปอง มักรับ CPS เป็นหลัก เพราะนำทราฟฟิกที่ตั้งใจซื้ออยู่แล้วมาให้

4. พนักงานขายออนไลน์ / ทีม Live Commerce

บางแบรนด์จ่ายค่าคอมให้ทีมไลฟ์เป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายที่ปิดได้ในไลฟ์ ซึ่งคือ CPS

5. Cross-promotion ระหว่างแบรนด์

แบรนด์ A แนะนำสินค้าแบรนด์ B ให้ลูกค้าตัวเอง แล้วรับค่าคอมเมื่อเกิดยอดขาย


(ข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อย)

❌ เข้าใจว่า CPS = ต้นทุนต่ำเสมอ

จริง ๆ แล้วถ้าตั้งอัตราค่าคอมสูงเกินไป เช่น 30–40% กำไรของคุณอาจเหลือน้อยมาก โดยเฉพาะสินค้าที่ margin บางอยู่แล้ว ต้องคำนวณ กำไรขั้นต้นหลังหัก CPS ให้ดี

❌ คิดว่าไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

CPS ต้องมีการลงทุนใน ระบบติดตาม (Tracking) เช่น การตั้ง UTM, การใช้แพลตฟอร์ม Affiliate อย่าง Involve Asia หรือ Shopee Affiliate ซึ่งมีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีกชั้น

❌ ไม่ระวังการฉ้อโกง

บางกรณีพาร์ทเนอร์อาจสร้างออเดอร์ปลอมหรือใช้ cookie stuffing เพื่อเก็บค่าคอม ต้องมีระบบตรวจสอบและรอระยะเวลา Hold Period เช่น 30 วันก่อนจ่ายจริง

❌ ใช้ CPS กับสินค้าทุกประเภท

สินค้าราคาถูกมาก เช่น 39 บาท ถ้าจ่ายค่าคอม 10% = 3.90 บาท ซึ่งไม่จูงใจพาร์ทเนอร์เลย ควรใช้ CPS กับสินค้าที่ ราคา 500 บาทขึ้นไป หรือมี AOV สูง

❌ ลืมคิด Return Rate

ถ้าสินค้ามีอัตราการคืนสินค้า 15% ค่าคอมที่จ่ายไปแล้วอาจต้องเรียกคืน หรือควรหักลบก่อนคำนวณ CPS สุทธิ


คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

- CPA (Cost Per Acquisition) — ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า 1 ราย ครอบคลุมกว้างกว่า CPS

- CPC (Cost Per Click) — จ่ายตามคลิก

- CPM (Cost Per Mille) — จ่ายตามการแสดงผล 1,000 ครั้ง

- ROAS (Return on Ad Spend) — ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ใช้เทียบประสิทธิภาพ CPS

- AOV (Average Order Value) — มูลค่าออเดอร์เฉลี่ย ตัวแปรสำคัญในการคำนวณ CPS

- Affiliate Marketing — การตลาดพันธมิตร โมเดลหลักที่ใช้ CPS

- Cookie Duration — ระยะเวลาที่ลิงก์ติดตามมีผล ปกติ 30–90 วัน

- Hold Period — ระยะเวลารอก่อนจ่ายค่าคอม เพื่อกันการคืนสินค้า/ฉ้อโกง


สรุปสั้น ๆ: CPS คือโมเดล "win-win" ที่แบรนด์จ่ายเมื่อได้เงินจริง และพาร์ทเนอร์ได้เงินเมื่อทำยอดได้จริง เหมาะกับแบรนด์ที่อยากควบคุมความเสี่ยงและวัดผลได้ชัดเจน แต่ต้องคำนวณอัตราค่าคอมให้สมดุลกับกำไร และมีระบบติดตามที่รัดกุม